วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556

สว่าง  !!!!!


ความว่าง คือ สิ่งที่มีคุณค่าอันประเสริฐ, ความว่าง คือ ที่มั่นของพลังมหาศาล จินตนาการ ความคิด สร้างสรรค์ และ มโนธรรม, ความว่าง คือ ดินแดนแห่งความสงบ อบอุ่นด้วยสติสัมปชัญญะ, ความว่าง อาจทำให้ “ความรู้” เลือนหายไปชั่วขณะ แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนที่ คือ “การรู้” อย่างเป็นธรรมชาติ โปร่งเบาสบาย, ลองหาโอกาสสัมผัสความว่างท่ามกลางความวุ่นที่กำลังเผชิญอยู่ ลองเว้นวรรคจังหวะชีวิตด้วยมิติหลายหลากของความว่างที่ “ดังตฤณ” ได้ร้อยเรียงอย่างสะกิดใจ ในผลงานเล่มล่าสุด “คิดจากความว่าง” แล้วคุณจะคุ้นเคยและเห็นคุณค่าของความว่างมากขึ้น 
ความสร้างสรรค์ = ความหลากหลากหลาย+สัมผัสตื่นรู้+ปรับตัวต่อยอด
              

                  ความเครียดย่อมเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์รู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมสถานการณ์รอบตัวได้  โดยเฉพาะในโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งเต็มไปด้วยความหลายหลายซับซ้อน ก็ย่อมทำให้มนุษย์มีความน่าจะเป็นของภาวะเคร่งเครียดสูงล้ำกว่ามนุษย์ในอดีตมากมายยิ่ง
    
 “คิดบวกจึงเป็นวิถีแห่งการยอมรับอย่างน่าชื่นตาบานว่ามนุษย์ไม่อาจควบคุมโลกใบงดงามนี้ให้อยู่ในกรอบจิตใจคับแคบของเราปรารถนานะให้เป็น
   
 ทางออกที่ดีที่สุด  คือ  การตื่นรู้ที่จะสัมผัสทุกสัดส่วนโค้งเว้าของจักรวาลด้วยมุมมองที่หลายหลายละเอียดลึก  ไม่ด่วนตัดสินเลวดีแบบฉาบฉวยหยาบกระด้าง

   สิ่งที่นักคิดแบบ Post-Modern ล้มเหลวก็คือการบูชาความหลากหลายว่าเป็นสุดยอดปรารถนาในตัวมันเอง โดยลืมนึกไปว่าความหลากหลายที่มากเกินพอดี  ย่อมทำให้มนุษย์เปลี่ยวเหงาอย่างถึงที่สุด เพราะสามารถสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นได้ถึงแก่นแท้เนื่องจากคุณค่ารสนิยมที่มีร่วมกันได้ถูกทำลายลง

    “เศรษฐกิจแนวใหม่ ของประเทศไทย จึงต้องเริ่มต้นจากปรัชญาการมองโลกแบบคิดบวก เพื่อที่จะกล้าหาญในการเผชิญรับความไม่แน่นอนของชีวิต เสพซ่านความสุขจากการลิ้มรสและเรียนรู้โลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย

ในขณะเดียวกันไม่หวาดหวั่นที่จะแสวงหาค่าร่วมกับเพื่อนมนุษย์คนอื่น ละเลิกหวาดระแวงว่าความคิดของตัวเราจะไปครอบงำและทำลายความหลากหลายของผู้อื่น หรือความคิดของผู้อื่นจะมามีอิทธิพลเหนือความสร้างสรรค์ของตัวเรา
ความคิดแห่งการลุกขึ้นยืนสู้

ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว 100ครั้ง=สำเร็จอย่างยั่งยืน 1ครั้ง
              
ความสมบูรณ์แบบ   ไม่เคยเกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้การเฝ้ารอให้ทุกสิ่งพร้อมมูลแล้วจึงกล้าลงมือทำ ย่อมเป็นเพียงความเพ้อฝันของคนคิดลบที่ขยาดกลัวที่จะต่อสู้ท้าทายกับความล้มเหลวนั่นเอง  
    
  ความบกพร่องของโลก  นับเป็นโอกาสชั้นเลิศของคนที่คิดบวกซึ่งปรารถนาดีในการเติมเต็มคุณค่าให้มวลมนุษยชาติ  โดยมิพักต้องพรั่นพรึงว่าหยาดเหงื่อแรงงานที่ทุ่มเทลงไปจะกลายเป็นเพียงเศษซากชำรุดแห่งประวัติศาสตร์
    
 สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความล้มเหลวก็คือ การสูญสิ้น  สำหรับการล้มเหลวในครั้งต่อไป เพราะนั่นหมายความว่า การล้มเหลว  99  ครั้งที่ผ่านมาจะสามารถต่อยอดไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้เลย


นักปรัชญาคิดบวกจึงต้องมีสายตาอันกว้างไกลในการบริหารจัดการทรัพยากร ตั้งแต่การชักจูงโน้มน้าวนักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์เพื่อสนับสนุนทุนรอนทางการเงิน การรังสรรค์ทีมงานอัจฉริยะ  เพื่อแสวงหาบนเรียนจากความล้มเหลวแต่ละครั้ง พลิกแพลงต่อยอดไปสู่กลยุทธ์แบบใหม่ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยกว่าในการล้มเหลวครั้งถัดไป  จนกระทั่งความสำเร็จผุดปรากฏขึ้นมาให้ชื่นอกชื่นใจ








อ้างอิง:จากหนังสือฉุกคิด หน้า 21